Category: สุขภาพ กาย&ใจ

ปัจฉิมนิเทศ นักศึกษาครูสมาธิ รุ่น 30

พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร เปรียบเสมอว่าการที่เราได้มาเรียนร่วมกันเหมือนกับเราเรือลำเดียวกัน ได้มาร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน โดยที่ท่านเป็นกัปตันเรือ เราก็เป็นผู้โดยสาร อาจารย์และพี่เลี้ยงก็คงเปรียบเหมือนพนักงานบนเรือ มีวันที่ฝนตก น้ำท่วม ก็ต้องลุยน้ำกันมาเรียนด้วยจิตศรัทธา แต่การที่หลวงพ่อเปรียบว่าเราได้มาอยู่บนเรือลำเดียวกันนั้นมีความหมายยิ่งใหญ่กว่าการที่เราได้มาร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน การที่ได้ลงเรือลำเดียวกันนั้นท่านยังหมายถึงการที่เราได้ถึงจุดหมายปลายทางพร้อมๆกันดังเช่นวันนี้ ตอนขึ้นเรือ บางคนอาจจะพร้อม บางคนไม่พร้อม บางคนเศร้า บางคนสดใส บางคนนั่งสบายๆ บางคนกระสับกระส่าย แต่เมื่อเราเดินทางมา 6 เดือน ทุกคนก็ถึงจุดหมายพร้อมกัน

พระอาจารย์หลวงพ่อเปรียบเหมือนผู้ที่ฝึกให้เราหาเพชรและเจียระไนเพชร ไม่ใช่เพชรที่ไหน เพรชรในตัวของพวกเราเอง เพชรในตัวของเรามันมัวหมองปกคลุมไปด้วยโคลนตม ท่านก็สอนวิธีที่จะกำจัดโคลนตมออกทีละเล็กทีละน้อย สอนให้รู้ถึงคุณค่าของเพชร สอนให้รู้ว่ามันมีค่ามากแค่ไหน สอนให้เรารู้วิธีเจียระไนเพชรทีละเหลี่ยม ให้วิธีที่จะเจียระไนเพชรจนสำเร็จ ถึงแม้ว่าการเจียระไนเพชรของเราตอนนี้เพิ่งอยู่ในขั้นตอนของการเริ่มต้นเจียระไน แต่เราก็รู้ว่าหากจะเจียระไนให้เสร็จเราจะต้องทำอย่างไร Read more »

ประทีปเด็กไทย: โครงการสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยพระธรรมมงคลญาณ

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมทำบุญบริจาคเงินให้กับโครงการประทีปเด็กไทย จริงๆอยากทำมาตั้งนานแล้ว เพราะความฝันอันหนึ่งของผมคือ อยากสร้างโรงเรียน เคยคิดกับตัวเองว่าถ้าเรามีเงินเยอะๆเราจะช่วยสังคมอย่างไร สำหรับผม การศึกษาคือคำตอบ เพราะผมคิดว่าการให้การศึกษาแก่เยาวชนจะช่วยแก้ปัญหาหลายอย่าง เช่น ถ้าเด็กมีความรู้เรื่องโภชนาการและสุขลักษณะ ปัญหาด้านสาธารณสุขก็ลดลง ถ้าเขามีความรู้พอที่จะมีอาชีพ ปัญหาเด็กเร่ร่อน การถูกหลอก การถูกเอารัดเอาเปรียบก็จะลดลง ปัญหาหลายปัญหาในประเทศเราแก้ได้ด้วยการศึกษา ถึงแม้ว่าความจริงแล้วที่ถูกต้องควรจะเป็นการศึกษาบวกกับศีลธรรม แต่ยังไงพื้นฐานก็คือการศึกษา

ตอนนี้ผมยังไม่มีเงินที่จะสร้างโรงเรียนให้เด็กๆ แต่สิ่งที่ทำได้คือร่วมเป็นอีกกำลังเล็กๆที่ช่วยให้โครงการประทีปเด็กไทยซึ่งเป็นโครงการสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก่อตั้งโดยพระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร) มีจุดประสงค์เพื่อให้เด็กในวัย 2-6 ขวบ ได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ในวันอาทิตย์ผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่โครงการประทีปเด็กไทย เธอเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ยังมีโรงเรียนรอคิวที่จะขอทุนเพื่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอีกกว่า 20 โรงเรียน ผมจึงรับปากกับเธอว่าจะนำเรื่องราวของโครงการนี้ช่วยเผยแพร่ เผื่อเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะช่วยกันพัฒนาเยาวชนของชาติ ผู้ที่เราจะฝากประเทศของเราไว้ในอนาคต

ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อทำบุญได้ที่
1. สถาบันพลังจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล สุขุมวิท101 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260
โทร 02 730 5827, 02 311 3903, 02 311 1387
โทรสาร 02 741 7841, 02 741 7821
2. โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขาบางจาก บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 035-2-70147-5 ชื่อบัญชี โครงการประทีปเด็กไทย (วัดธรรมมงคล) แล้วแฟกซ์ใบนำฝากหรือถ่ายสำเนาใบโอนเงินให้กับโครงการ

เอาคืน

เคยไหมครับที่รู้สึกว่าเราโดนกลั่นแกล้ง โดนเอาเปรียบ ได้รับความอยุติธรรม แล้วอยากเอาคืน

เรื่องแรก – ทิ้งเศษวัสดุก่อสร้างไว้ที่บ้านของเรา
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนที่ผมรู้จักคนหนึ่ง หลังจากที่อยู่บ้านทาวน์เฮ้าท์สองชั้นอย่างสงบสุขมาเป็นเวลา 1 ปี ก็มีคนมาปลูกบ้านใหม่บริเวณที่ดินหลังบ้าน อาจจะเนื่องจากที่ดินมีราคาแพง เขาจึงพยายามสร้างบ้านให้เต็มพื้นที่ และสุดท้ายก็ต่อเติมกันสาดมาจนชนกำแพงหลังบ้านเพื่อนเรา หลังจากที่เขาสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ทิ้งเศษวัสดุมากมายไว้บนกำแพงบ้าน เวลาฝนตก น้ำฝนก็ชะล้างเอาเศษดินเศษวัสดุตกลงมาที่บ้านของเรา ไม่ไปตกลงบ้านเขาเพราะเขาปิดไว้เรียบร้อย ไปแจ้งให้เขาเรียกช่างมาเก็บเขาก็เฉย อย่างนี้จะทำอย่างไรดี

… ใจที่อยากเอาคืน อย่างน้อยก็เพื่อให้เขารู้ถึงความทุกข์ที่เราได้รับก็คิดว่า อย่างนี้ เราก็เอาเศษวัสดุทิ้งกลับไปที่บ้านของเขาดีไหม เขาจะได้รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร

… แต่ถ้าเราคิดกลับกัน นี่มันก็เรื่องเล็กๆ แค่เราเก็บเศษวัสดุเสียเอง ก็เสียเวลาไม่มาก แค่นั้นก็หมดปัญหาแล้ว ถึงแม้จะเสียความรู้สึก (ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่ได้เสียอะไร ความรู้สึกที่เราเสีย เราเสียเอง ไม่มีใครมารับไป)

เรื่องที่ 2 – โดนโกงค่าน้ำ
มีเพื่อนคนหนึ่งเช่าห้องที่หอพัก ก่อนเช่าก็ได้ถามว่าค่าเช่าเท่าไหร่ ค่าไฟค่าน้ำเท่าไหร่ ก็ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย สมมุติว่าค่าน้ำหน่วย 15 บาท สิ้นเดือนใช้น้ำไปเพียง 2 หน่วย ทางหอพักเขาเรียกเก็บเงินมา 100 บาท เพื่อนก็งง แต่พอถามก็ได้ความว่าต้องจ่ายค่าน้ำขั้นต่ำ 100 บาท อาว!! แล้วทำไมเขาไม่บอกแต่แรก

… เป็นท่านท่านจะทำอย่างไร อุตส่าห์ประหยัดน้ำเพราะคิดว่าจะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่กลับโดยเรียกเก็บในสิ่งที่ตนไม่ได้ใช้ เพื่อนผมก็ว่า “รู้อย่างนี้เปิดน้ำทิ้งเสียดีกว่า” นี่คือความรู้สึกที่อยากเอาคืน เอาคืนในความอยุติธรรมที่ได้รับ

…ใช่ครับ การเปิดน้ำทิ้งอาจจะได้ความรู้สึกสะใจ ได้ความรู้สึกว่าเราได้ทวงความยุติธรรมคืน เราได้จริงหรือ จริงๆเราได้อะไรเราเสียอะไร สิ่งที่เราได้นั้นไม่มี แต่ที่เราเสียคือ เราเสียความเป็นคนดีในตัวเราไป เราเสียทรัพยากรของชาติ เรามีแต่เสียไม่มีได้

หลายๆครั้งในช่วงชีวิตของเรา ถ้าเราเจอคนไม่ดี ไม่ใช่ว่าเราต้องไปเอาคืนให้สาสมกับที่เขาทำกับเรา ถ้าทำอย่างนั้นคนไม่ดีก็อาจเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนคือตัวเราเอง ถ้าเราเจอคนบ้าหนึ่งคน เขามาด่าเราเสียๆหายๆ (โดยที่เราไม่รู้ว่าเขาบ้า) ถ้าเราไปว่าเขาตอบไปด่าเขาคืน วันนั้นก็อาจมีคนบ้าเพิ่มมาอีกหนึ่งคน

หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันทำให้เราเจ็บใจ เสียใจ แต่ลองถามตัวเอง “แล้วจริงๆเราเสียอะไร เสียจริงไหม” บางครั้งเรื่องเล็ก แต่จิตเราปรุงแต่งแล้วขยายความให้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วคนที่เจ็บ คนที่ทุกข์ก็คือตัวเราเอง นี่ก็เพราะพลังจิตหรือพลังของใจเรามีไม่พอที่จะหยุดความคิดที่เป็นทุกข์ได้

การที่เราจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ลองหยุดคิดดูสักนิดดีไหมครับ ไม่ใช่ว่าเราจะปล่อยวางไม่ทำอะไรไปเสียทุกอย่าง แต่ว่าเราควรแก้ปัญหาด้วยปัญญา ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหาใหม่

อารมณ์เปลี่ยนง่าย

อารมณ์เปลี่ยนง่าย
อารมณ์ดีอยู่ดีๆเปลื่ยนเป็นอารมณ์ไม่ดีชั่วพริบตา
แต่อารมณ์ไม่ดีจะเปลี่ยนให้เป็นอารมณ์ดีกลับไม่ง่าย
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพลังของจิตของคนคนนั้น
การปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม ช่วยให้ใจแข็งแรง จิตมีพลัง

ไม่อยากทำสมาธิ เพราะเสียเวลา

“การทำสมาธิเป็นการเสียเวลา นั่งเฉยๆ เดินไปเดินมา ไม่เห็นได้อะไร จึงไม่อยากทำสมาธิ” ผมคิดว่านี่คงเป็นความคิดในใจของหลายๆคน เพราะการทำสมาธิ การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม เป็นการฝึกจิต สิ่งที่ได้ไม่มีอะไรให้เห็นเป็นตัวเป็นตน จึงดูเหมือนไม่ได้อะไร แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ได้อยู่ในใจ คนที่ปฏิบัติจะรู้เอง คนอื่นจะมารู้ด้วยไม่ได้ เหมือนเรารับประทานอาหาร เวลาอร่อย เราอร่อยเอง เวลาอิ่ม เราอิ่มเอง ไม่มีใครมารู้สึกอิ่มหรืออร่อยกับเราได้

หลายคนก็รู้ว่าทำสมาธิดี แต่ยังคงไม่เห็นความสำคัญ คิดว่ายังไม่จำเป็นต้องทำ บางคนก็ลองทำครั้งสองครั้งแล้วคิดว่าไม่เห็นผลก็เลิกทำ จึงทำให้คนทำสมาธิไม่มากเท่าที่ควร คงเหมือนกับการออกกำลังกาย ถ้าเราหวังว่าจะออกกำลังกายสักครั้งหรือสองครั้งเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน เราก็คงทราบอยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ และต่างก็รู้กันว่า การออกกำลังกายนั้นดี หากไม่ออกกำลังกายเราอาจจะต้องป่วยด้วยโรคภัยหลายอย่างในอนาคต แต่เนื่องจากมันยังเป็นเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึง และก็คิดว่าตอนนี้เราเองยังแข็งแรงอยู่ เราจึงยังไม่ออกกำลังกาย

การทำสมาธินั้นทำให้เราได้พักใจ ให้ความสงบ ได้การพักผ่อน ให้สติ ให้ปัญญา ช่วยให้มีเมตตา มีความรับผิดชอบ สิ่งดีๆที่เกิดจากสมาธิมีมากมาย แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าจะได้จากการทำสมาธิเพียงครั้งเดียว ต้องค่อยๆทำ ค่อยๆได้ เหมือนการออกกำลังกาย หรือการรับประทานอาหาร จะให้กินข้าวครั้งหนึ่งหลายๆหม้อแล้วจะให้เด็กโตเร็วๆก็คงเป็นไปไม่ได้

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนตัดไม้ คนตัดไม้หากไปตัดวันแรกจะตัดได้ 100 ต้น พอไปตัดวันที่ 2 จะตัดได้เหลือ 90 ต้น พอไปตัดวันที่ 3 จะตัดได้เหลือ 80 ต้น จะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะอะไร ก็เพราะว่าความคมของขวานลดลงเรื่อยๆ หากไม่รู้จักหยุดตัดไม้เพื่อลับขวาน เราก็จะต้องทำงานหนักขึ้นหนักขึ้นเพื่อให้ได้งานเท่าเดิม จิตใจของเราก็เป็นเช่นเดียวกัน หากไม่รู้จักพัก ความสามารถของใจเราก็จะลดลง ความสามารถของใจที่ลดลงก็หมายถึง เราอาจจะเครียดง่ายขึ้น เศร้าง่าย โกรธง่าย หายช้า นอนไม่หลับ อย่างนี้เป็นต้น การนั่งสมาธิ เดินจงกรม จริงๆแล้วมิได้ทำให้เสียเวลา แต่อาจจะทำให้เราใช้เวลาที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนเราลับขวานของเรา

 

ร่วมปฎิบัติธรรม ฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี ณ พุทธคยา ประเทศอินเดีย

ขอเชิญเพื่อนๆที่สนใจ ไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน…

ชมรมผู้ปฎิบัติธรรม ตามรอยพุทธองค์

 โดยสายการบิน  Jetairway

เดินทางวันอังคารที่ 1 – วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม 2555

ขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านตามรอยบาท

พระศาสดาปฏิบัติบูชาถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 ณ สถานที่ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

“ ฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี

แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ”

พุทธชยันตี  หมายถึง  ชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีต่อหมู่มารและกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิงเพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชาเมื่อ 2,600 ปีล่วงแล้ว

ไหว้พระ   สวดมนต์  นั่งสมาธิ  ปฎิบัติธรรม   ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

“ บูชาสถานที่ตรัสรู้  :  ได้ปัญญา  ความรู้แจ้ง  ได้รับชัยชนะที่ไม่กลับไปแพ้  ”

รายละเอียดการเดินทาง

วันที่หนึ่ง       วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม  2555                            กรุงเทพฯ – โกลกาต้า – คยา

17.30 น.       พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประตู 7 ขาออก สายการบิน Jetairway  ชมรมฯ มีอาหารว่างจัดไว้บริการทุกท่าน  และรับประทานอาหารค่ำบนเครื่องบิน
20.20 น.       เครื่องบินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ นำทุกท่านสู่สถานที่ตรัสรู้  พุทธคยา ประเทศอินเดีย  โดยสายการบิน Jetairway  ประตู 7  ผู้โดยสารขาออก Read more »

การวางทุกข์ การกำจัดทุกข์จากใจ เรื่องง่ายๆ แต่ทำยากๆ

“การกำจัดทุกข์ ก็ต้องกำจัดตรงสาเหตุของทุกข์
สาเหตุของทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล อยู่ในใจเรา
การวางทุกข์ลง ก็เหมือนกับเราหิ้งถุงหนักๆ แล้ววางมันลง  
การวางถุงนั้นง่าย แต่การวางทุกข์เรากลับทำได้ยาก
สำหรับผู้ที่ฝึกตนเอง เรื่องยากๆ ก็ง่ายขึ้นได้”

 มีน้องคนหนึ่งเคยมาเรียนสมาธิ และถามว่า “พี่คะ ถ้าหนูมาเรียนสมาธิที่นี่ แล้วหนูจะสามารถลืมเรื่องที่ไม่อยากจำได้ไหม”  จากคำถามก็ทำให้เรารู้ได้ทันทีเลยว่าน้องคนนี้คงจะมีทุกข์มาก จนลืมไม่ลง และอยากลืมมันออกไปจากใจให้ได้

ผมแสดงความเห็นใจ และถามน้องกลับไปว่า “จำเป็นต้องลืมด้วยเหรอ”
น้องเขาคงจะงง ผมก็อธิบายต่อไปว่า “ถ้าเรารู้ และเข้าใจ บางครั้งเราอาจไม่จำเป็นต้องลืมก็ได้นะ”
ความเห็นของผมก็คือ ถ้าเรามีสติ รู้ทันทุกข์ ทุกข์มันก็หายไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปพยายามลืม

ความทุกข์ที่เป็นความทุกข์ได้เพราะใจของเราคิดว่ามันเป็นทุกข์ เหตุการณ์เดียวกันอาจเป็นทุกข์สำหรับคนหนึ่ง แต่อาจไม่มีผลใดๆเลยกับคนอีกหลายๆคน นี่คือสิ่งพิสูจน์ว่าทุกข์เกิดเพราะใจของผู้ที่เป็นทุกข์นั้นคิดว่ามันเป็นทุกข์ เช่น สุนัขที่เราเลี้ยงไว้ถูกรถชน เราอาจจะเป็นทุกข์มาก แต่เหตุการณ์นี้อาจไม่มีผลดใดๆเลยกับคนที่เดินผ่านไปมา

รู้ทั้งรู้ว่า ความทุกข์มันเกิดที่ใจเรา แล้วทำไมเราตัดมันไม่ได้ ?

ที่เราตัดมันไม่ได้ เพราะ เราห้ามความคิดไม่ได้หรือตัดอารมณ์ของเราเองไม่ได้ เช่น เมื่อเราสูญเสียของที่เรารัก เราก็จะคิดซ้ำๆถึงแต่ของที่เรารัก พอคิดซ้ำๆ 100 ครั้ง 1000 ครั้ง ก็เหมือนกับเราเสียของที่เรารักไป 100 ครั้ง 1000 ครั้งเช่นกัน  หรือ เมื่อมีคนทำให้เราโกรธหรือเจ็บช้ำน้ำใจ เราก็จะมัวคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆหลายๆครั้ง ทำให้เรายิ่งเครียดแค้น และอยากจะล้างแค้น ตัวการที่ทำให้เราตัดความทุกข์ไม่ได้ก็คือการคิดซ้ำๆนี่แหละ การคิดซ้ำๆในทางลบ ก็จะเกิดพลังในทางลบ ทำให้เรายิ่งเศร้า ยิ่งโกรธ ยิ่งหดหู่

แล้วเราจะตัดหรือวางความทุกข์นี้ได้อย่างไร ?

สำหรรับคนที่ฝึกจิตด้วยการเจริญสติ นั่งสมาธิ การวางความทุกข์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก มันง่ายเหมือนกับการที่เราหิ้วถุงหนักๆอยู่ แล้วเราก็วางลงได้ทันที ความหนักก็ไม่อยู่ติดตัวเราอีกต่อไป แต่สำหรับคนที่ไม่เคยฝึก เรื่องง่ายๆแบบนี้อาจทำไม่ได้เลย จำทำให้เป็นทุกข์มาก เครียด นอนไม่หลับ และเกิดปัญหาต่างๆตามมาอีกมากมาย

“เวลาที่เราจะจมน้ำ ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาหัดว่ายน้ำ” บางทีเราไม่เคยสนใจเรื่องการฝึกจิต หรือฝึกใจเราให้แข็งแรงเลย พอเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นมาในชีวิต ก็อาจทำให้เรารับไม่ได้ ทำให้ชีวิตย่ำแย่ไปเลยก็มี คำแนะนำของผมก็คือ เราไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองมีทุกข์ก่อน แล้วค่อยฝึกใจตัวเองให้แข็งแรง เราสามารถฝึกได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำหรับคนที่ไม่เคยฝึกจิตมาเลย ผมอยากแนะนำให้อ่านเรื่อง รู้จักใจ ที่ผมเคยเขียนไว้ก่อน ท่านจะได้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับใจของตน เมื่อท่านอ่านแล้ว ท่านก็จะรู้ว่าใจของเราต้องกินอาหาร และอาหารของใจก็คืออารมณ์ ถ้าใจได้รับอารมณ์ดี ก็จะมีความสุข ถ้าใจรับอารมณ์ไม่ดี ก็จะมีความทุกข์ เมื่อเรารู้พื้นฐานตรงนี้แล้ว เราก็แค่เอาอารมณ์ดีให้ใจกิน ความทุกข์ก็จะค่อยๆหมดไป

จะเอาอารมร์ดีมาจากไหนให้ใจกิน ?

“พุทโธ” คือคำตอบ คือแทนที่เราจะคิดถึงความทุกข์หรือเรื่องราวที่ทำให้เราเกิดทุกข์ ให้เรานึก “พุทโธ พุทโธ พุทโธ ๆๆๆๆ” ในใจแทน  จำไว้ว่าเมื่อไหร่จะคิดถึงทุกข์ ให้เปลี่ยนเป็นนึก”พุทโธ” เพียงง่ายๆแค่นี้ นอกจากท่านจะไม่ต้องตอกย้ำความทุกข์ลงไปในใจ การนึกพุทโธ จะทำให้ใจของท่านค่อยๆนิ่ง และทำให้ใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

แน่นอนครับ ช่วงแรกๆของการนึกพุทโธ จะรู้สึกอึดอัด นึกได้แป๊บเดียว ก็จะกลับไปคิดถึงความทุกข์อีก ให้ลองพยายามทำให้ได้ ถ้ามีความทุกข์เข้ามามาก ก็ให้เรานึกพุทโธให้มากขึ้น นึกเร็วๆมากขึ้น เหมือนพุทโธเป็นกระสุนยิงความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในใจ ลองดูครับ แล้วจะค่อยๆดีขึ้น

 สุดท้ายนี้ ผมก็หวังว่า บทความนี้จะช่วยนำเสนอวิธีกำจัดทุกข์ออกจากใจให้กับท่านได้บ้าง และทำให้ทุกข์ในใจของท่านค่อยๆหมดไป

รู้จักใจ

“ใจ”หรือ“จิต” ไม่ใช่หัวใจ เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเรา ใจอยู่ใกล้ชิดกับเรามาก แต่บางครั้งเรากลับรู้จักใจของเราน้อยเหลือเกิน เพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะใจเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่ทุกคนต่างก็รู้ว่ามีอยู่จริง

เพราะใจเป็นนามธรรมนี่แหละครับ ทำให้อธิบายยากว่าใจเป็นอย่างไร เหมือนจะให้เราอธิบายว่าอาหารจานหนึ่งอร่อย อร่อยอย่างไร อธิบายได้ยาก แต่ถ้าได้ชิมก็จะรู้เองว่าอร่อยอย่างไร ถ้าภาษาธรรมเขาบอกว่าเป็น “ปัจจัตตัง” คือ รู้ได้ด้วยตนเอง (พิสูจน์ยาก)

หลังจากที่ผมเรียนสมาธิในหลักสูตร ครูสมาธิ ที่ สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขาภูเก็ต ก็ทำให้ผมรู้จักใจตัวเองมากขึ้น อย่างแรกอยากเล่าให้ฟังคือ

ลักษณะของจิตหรือใจ มีลักษณะดังนี้ ดิ้นรน (ไปหากามคุณ), กวัดแกว่ง, รักษายาก, ห้ามยาก, ดิ้นรนไปมา, เปลี่ยนแปลงง่าย,  เที่ยวไปไกล,  เที่ยวไปดวงเดียว, ไม่มีรูปร่าง, ไม่มีสี, อาศัยอยู่ในร่างกาย ท่านลองพิจารณาดูว่าจริงหรือไม่ ถ้าจะเปรียบก็เปรียบใจเราได้เหมือนลิง คือมันอยู่ไม่นิ่ง ต่อให้มัดลิงให้มันอยู่นิ่งๆ ลิงมันก็ยังยักคิิ้วหลิ่วตาได้

ใจของเราก็เหมือนร่างกาย ต้องรับประทานอาหาร ต้องออกกำลัง และต้องการพักผ่อน ..

อาหารของใจ ก็คือ อารมณ์ ใจของเราทำหน้าที่ รับอารมณ์ เก็บอารมณ์ แล้วก็ ใช้อารมณ์ เมื่อเรารับอารมณ์ดี เราก็เก็บอารมณ์ดี เราก็จะใช้อารมณ์ดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรารับอารมณ์ไม่ดี เราก็เก็บอารมณ์ที่ไม่ดี และก็ใช้อารมณ์ที่ไม่ดี เหมือนการรับประทานอาหารครับ ถ้าเรารับประทานอาหารขยะ อาหารที่ไม่มีประโยชน์ ก็จะเกิดโทษต่อร่างกายของเราเอง

ส่วนเรื่อการออกกำลัง การออกกำลังกาย และการออกกำลังใจนั้นมีวิธีปฏิบัติแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะการออกกำลังกายทำได้โดยการขยับ ยิ่งขยับยิ่งเท่ากับออกกำลังกาย ส่วนการออกกำลังใจนั้นต้องนิ่งครับ ยิ่งนิ่งเท่าไหร่ก็ได้ออกกำลังใจมากเท่านั้น

ร่างกายของเรา ถ้าทำงานโดยไม่พักผ่อนเลย ร่างกายก็จะทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว ใจก็เช่นกัน ถ้าใจวุ่นวาย มีเรื่องให้คิด วิ่งไปตามอารมณ์ทั้งวันไม่หยุดพัก ใจของเราก็จะย่ำแย่ แต่การย่ำแย่นี้ไม่ใช่แย่เฉพาะที่ใจ มันส่งผลถึงร่างกายด้วย

ร่างกายของเราหากไม่ได้รับการออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่เพียงพอ ร่างกายก็จะอ่อนแอ ป่วยง่าย ใจก็เช่นกัน หากใจไม่ได้ออกกำลังและพักผ่อนที่เพียงพอ ใจของเราก็จะอ่อนแอเช่นกัน ท่านอาจจะสงสัยว่าอาการอ่อนแอของใจเป็นอย่างไร คนที่ใจอ่อนแอก็มีอาการ เช่น นอนไม่หลับ เครียดง่าย ซึมเศร้าง่าย  โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย หายช้า …

การออกกำลังใจ และการพักผ่อนใจ ทำได้ง่ายๆโดยการนอนหลับ การนั่งสมาธิ และ การเจริญสติ แต่สิ่งที่ว่าง่ายนี้ บางคนอาจทำไม่ได้ถ้าไม่เคยฝึก

บูทสถาบันพลังจิตตานุภาพ @ งานย้อนอดีต เมืองภูเก็ต 2555

นับได้ว่าการออกบูทครั้งแรกเพื่อแนะนำสถาบัน และรับสมัครนักศึกษาครูสมาธิรุ่นที่ 30 ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขาภูเก็ต ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม มีผู้สนใจสมัครเรียนในงานเกือบ 50 คน ถ้าวันสุดท้ายของการจัดงาน ฝนไม่ตก คงมีผู้สมัครมากกว่านี้

ล่าสุด สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขาภูเก็ต ได้เปิดสอนหลักสูตรครูสมาธิ ภาคพิเศษ (เสาร์-อาทิตย์) เพิ่มอีก 1 รอบ เพื่อรองรับผู้สนใจเรียนสมาธิที่มีมากขึ้นทุกปี

การตำหนิติเตียน ธรรมโอวาท พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

“การตำหนิติเตียนผู้อื่น
ถึงแม้ถึงเขาจะผิดจริงหรือไม่ผิ
ก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย
และเป็นสาเหตุทำให้เกิดทุกข์
เพราะฉะนั้นควรพิจารณาตัวเองจะด๊กว่า”
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

ธรรมโอวาทนี้ผมได้อ่านเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 18 เดือนที่แล้ว ตอนที่ผมสมัครเข้าเรียนหลักสูตรครูสมาธิที่ สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขาภูเก็ต พอเดินเข้าสถาบัน ก็จะเห็นธรรมโอวาทนี้บนกระจก และนักศึกษาทุกคนในสถาบันก็จะจำธรรมโอวาทนี้ได้เป็นอย่างดี

แรกทีเดียว ด้วยความที่เป็นคนชอบคิด (อาจจะคิดแบบโลกแคบๆของเรา) ผมคิดแย้งในใจเสียด้วยซ้ำว่าไม่ควรเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่า ถ้าเราทำผิด แล้วไม่มีคนมาบอก เราจะรู้ตัวได้ไง อย่างนี้ก็น่าติ น่าจะเป็นการติเพื่อก่อ ติเพื่อให้คนได้พัฒนา

ผ่านไปปีครึ่ง หลังจากได้ศึกษาธรรมะของพระอาจารย์มากขึ้น โลกแคบๆของเราก็ค่อยๆเปิดกว้าง เรื่องบางอย่างที่ไม่รู้ ก็รู้ จากที่รู้ ก็กลายเป็นเข้าใจ จากเข้าใจ ก็กลายเป็นตระหนัก ในตอนนี้ผมคิดว่า พระอาจารย์มีปัญญาอันยิ่งใหญ่ และรู้ถึงธรรมะอย่างลึกซึ้งซึ่งยากนักที่จะหาใครเปรียบ

ทุกครั้งที่จะต้องตำหนิติเตียนใคร ลองพิจารณาตนเองก่อนเถอะครับ บ่อยครั้งหรือเกือบทุกครั้ง เราก็จะพบสิ่งที่ต้องปรับปรุงอยู่ในตัวเอง

WordPress Themes